ฝุ่นธุลี...
posted on 29 Nov 2009 17:55 by oliverbeeสุดท้ายแล้ว
ชีวิตเรามันก็แค่เศษเสี้ยวฝุ่นธุลี เท่านั้นเอง
เหมือนปลงๆ
แต่มันก็เรื่องจริงนะคะ
คือว่าเพิ่งได้ไปดูหนังเรื่อง 2012
วันสิ้นโลก...
นั่งดุงี้ ตัวแข็งเชียว
อะไรๆ ก็ดูน่ากลัวไปหมด
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงพริบตาเดียว
เหมือนจะยิ่งใหญ่ไปเสียหมด
แต่จริงๆ แล้วเหมือนเราเทียบดาวเคราะห์ดวงหนึ่งเช่นโลก
เทียบกับดาวเคราะห์อื่นๆ
เทียบกับระบบสุริยะ
เทียบกับจักรวาลมากมาย และเวิ้งว้างไม่มีทีสิ้นสุด
โลกก็เป็นแค่ก้อนหินกลมๆ
ก้อนเล็กนิดเดียวเท่านั้นเอง
การที่เกิดดาวหางพุ่งชนโลก
เกิดการปะทุของดวงอาทิตย์ อันมีผลกระทบต่อโลก
มันก็แค่ปรากฏการณ์ธรรมดา ที่ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น
เกิดขึ้นได้ ใต้เงื่อนไขที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ไม่แปลกใจเลยที่ว่าโลกเกิดมาแล้ว ในวันหนึ่งข้างหน้า มันย่อมดับไป
และอีกหลายร้อยล้านปีข้างหน้า
โลกรุ่นใหม่ก็จะเกิดขึ้น
เป็นสัจจธรรมทางพุทธศาสนาที่ฉันเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ได้
เมื่อเทียบกับจักรวาลแล้ว
การสูญสิ้นโลก
มันก็เป็นแค่เหตุการณ์เบาๆ ที่แทบจะไม่กระทบกระเทือนหรือไม่มีผลอะไรเลย
ต่อการเปลี่ยนแปลงของจักรวาล
ดังนั้น
การสูญเสียของชีวิตคนเราหรือแม้กระทั่งโลกของเรา
จึงเปรียบเสมือนแค่ฝุ่นผง
ที่ไม่มีความสำคัญอะไรเลย
แต่คนเราคิดแบบนั้นไม่ได้
มนุษย์มักคิดเอาตัวเองเป็นหลัก
เอาความพอใจตัวเองเป็นที่ตั้ง
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา
จึงมักเป็นเรื่องใหญ่อยู่เสมอ
ใหญ่จนบางครั้ง มันใหญ่เกินการควบคุม...
จะยึดติดไปทำไม
ในเมื่อสุดท้ายแล้วเราก็จะกลับคืนสู่ความว่างเปล่า
แต่ไม่ใช่ว่า
เราจะสามารถปล่อยทิ้งเวลาที่เหลือไป
โดยที่ไม่ทำอะไรเลย
นั่นก็ดูเหมือนจะยอมรับชะตากรรมกันเกินไป
ซึ่งฉันเชื่อว่า คนเราส่วนมาก ไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ทุกวันนี้แม้โลกจะเข้าสู่สภาวะที่ไม่น่าจดจำ
คนอาจจะเปลี่ยนไปมากกว่าแต่ก่อน
แต่ด้วยเวลาที่เหลือ และบางทีมันอาจจะยังไม่สายเกินไป
ฉันว่า เรามาเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆ กันดีกว่า
อย่างน้อย แค่คิดดี ทำดี
ทุกอย่างมันก็ดีกว่าเดิมมากแล้วล่ะ
นอกจากช่วยโลกแล้ว ยังได้ช่วยตัวเองด้วย
แม้ว่าวันหนึ่งโลกจะถึงจุดจบ
เราก็จะได้ไม่เสียดายว่า ...ทั้งชีวิต เรายังไม่ได้ทำสิ่งดีๆ กันเลย...
เราจะได้ไม่ต้องพูดว่า...รู้อย่างนี้แล้ว ฉันทำดีดีกว่า...
เง้อ..แล้วมาบ่นเป็นยายแก่ทำไมเนี่ย--"
edit @ 29 Nov 2009 18:30:30 by ผึ้งดอย